• อื่นๆ

4 เทคนิค เลือกสินค้าทางการเงินให้เหมาะกับเป้าหมาย

เทคนิคทางการเงิน

เป้าหมายทางการเงินวางแผนทางการเงิน เงินฝากประจำ เงินฝากออมทรัพย์เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต

   เมื่อพูดถึงการวางแผน หรือการบริหารจัดการทางการเงินแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราควรจะต้องรู้ก็คือ การเลือกใช้ "เครื่องมือ" ให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการ หรือวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการทางการเงินแต่ละด้าน เนื่องจากเครื่องมือแต่ละอย่างก็มีคุณลักษณะ มีจุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เครื่องมือแต่ละอย่าง เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แต่ละอย่างเท่านั้น ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ผมว่ามา ก็คือ "สินทรัพย์" (Asset) หรือ "สินค้าทางการเงิน" (Financial Product) ในแต่ละด้านนั่นเอง ดังนั้น โปรดจำใส่ใจไว้เลยครับว่า "ไม่มีสินค้าทางการเงินตัวไหนที่ดีที่สุด สำหรับทุกๆ วัตถุประสงค์" อย่างแน่นอน

ทีนี้ เรามาหาคำตอบกันดีกว่าครับว่า เป้าหมายทางการเงินแต่ละอย่าง ควรจะใช้สินทรัพย์ หรือสินค้าทางการเงินตัวใด ที่จะตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสมกันบ้าง?

     แต่ก่อนจะตอบคำถามนั้น ผมอยากให้เรามาเรียนรู้ลำดับขั้นของความสำคัญในการวางแผนหรือบริหารเงินอย่างเหมาะสมกันก่อนครับ ว่าเราควรมีขั้นตอนในการบริหารเงินอย่างไร เรื่องไหนควรมาก่อนมาหลัง ตามความเหมาะสม เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า เราควรจะต้องใช้สินค้าทางการเงินแบบไหน ตามลำดับก่อนหลัง ในแต่ละลำดับขั้นของแต่ละวัตถุประสงค์ครับ

แผนการทางการเงิน

    หลักการของลำดับขั้นนี้เรียกว่า "ปิระมิดการวางแผนทางการเงิน" (Financial Planning Pyramid) ซึ่งเป็นหลักการที่ให้ขั้นตอนในการบริหารเงินที่จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่งอย่างมั่นคงได้ มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม จากฐานล่างขึ้นสู่ยอดฐานด้านบน ฐานล่างคือรากฐานสำคัญที่ควรจะต้องสร้างให้แน่นหนามั่นคงก่อน จากนั้นค่อยต่อยอดสู่ลำดับต่อไปเรื่อยๆ ตามลำดับที่ควรจะเป็น ซึ่งไล่เรียงดังนี้


1. การสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Creation) จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนบริหาร รายรับ - รายจ่าย และหนี้สิน เนื่องจากการที่เราจะเริ่มมีความมั่งคั่งได้ เราก็ต้องทำงาน เมื่อเราทำงาน เราก็มีรายรับ ขณะที่เรามีรายรับ เราก็มีรายจ่ายที่ต้องใช้ในการดำเนินชีวิต และในการดำเนินชีวิตบางครั้งเราก็อาจจะต้องใช้ "เครดิต" มาช่วยในการบริหารกระแสเงินสด เพื่อให้เรามีสินทรัพย์ที่เราต้องการในวันนี้ (เช่น บ้าน รถ หรือสิ่งของอื่นๆ) เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ รายรับ / รายจ่าย / หนี้สิน อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มี "เงินเหลือ" (Surplus) เพื่อเป็นการออมไว้ใช้ในอนาคตยามที่เราไม่มีรายได้แล้ว (เช่น ตอนเกษียณ) หรือเอาไว้เป็นเงินสำรองเผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในทางการเงิน คนเราจะมีความมั่งคงได้ ต้องเริ่มจากนิสัยทางการเงิน ในการบริหารรายรับ รายจ่ายที่ดีก่อนครับ

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

  1. 1.1 บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ = มีสภาพคล่องสูง สามารถฝากเข้า ถอนออกได้ตลอดเวลา แต่ผลตอบแทนต่ำ จึงมีไว้เป็นที่เก็บเงินสำหรับเงินที่ต้องใช้จ่ายประจำ มีเงินเข้าเงินออกสม่ำเสมอ เช่น ไว้จับจ่ายใช้สอย เป็นค่ากินอยู่ในแต่ละเดือนเท่านั้นพอ (ไม่ควรไว้นานกว่านั้น เพราะผลตอบแทนต่ำ) หรืออาจไว้สำหรับเป็นเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินที่ต้องใช้เงิน  ทันด่วน (ควรมีไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนพอ)
  2. 1.2 บัญชีเงินฝากประจำ / เงินฝากสหกรณ์ / เงินฝากอื่นๆ / ตั๋วเงินคลัง / พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น / ตราสารหนี้ระยะสั้น = มีสภาพคล่องต่ำกว่าออมทรัพย์ (ถูกบังคับให้ต้องฝากต่อเนื่อง เช่น ตั้งแต่ 1-3 ปี) แต่ผลตอบแทนสูงกว่า จึงเหมาะกับการเป็นที่พักเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำ เพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือเก็บออมไว้สำหรับเป้าหมายระยะสั้น-กลาง ภายใน 1-3 ปี (เช่น เก็บเงินแต่งงาน, ดาวน์บ้าน/รถ, ท่องเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น)
  3. 1.3 กองทุนรวมตลาดเงิน = เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในเงินฝากหรือพันธบัตรระยะสั้นหลายๆที่ จุดเด่นคือ มีสภาพคล่องสูงกว่าเงินฝากประจำ สามารถเอาเงินเข้าออกจากกองทุนได้ตลอด (ใช้เวลารอ 1 วันหลังส่งคำสั่งขายกองทุน) แต่มีอัตราผลตอบแทนพอๆ กัน (ประมาณ 1.5-2% ต่อปี) จึงเหมาะสำหรับไว้เป็นที่พักเงินระยะสั้นที่เหลือจากการใช้จ่ายแทนที่บัญชีออมทรัพย์ เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือใช้เป็น "ศูนย์กลางในการบริหารเงินระหว่างบัญชีธนาคารต่างๆ" ก็ได้ เพราะบางกองทุน สามารถผูกได้หลายบัญชีธนาคาร (ไม่เฉพาะธนาคารที่เป็นเจ้าของกองทุน) สามารถส่งคำสั่งซื้อกองทุน จากบัญชีธนาคารไหนๆ แล้วส่งคำสั่งขายกองทุน เพื่อเอาเงินเข้าบัญชีธนาคารไหนๆ ก็ได้ (สะดวกกว่าการไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารหนึ่ง แล้วเดินไปฝากอีกธนาคารหนึ่ง เพราะสามารถทำผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้เลย)
  4. 1.4 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น-กลาง (ระยะเวลาสัญญา 3-7 ปี) = เป็นเครื่องมือที่ใช้บังคับให้เราออมเงิน จะได้เก็บเงินให้อยู่เป็นเงินก้อนใหญ่ โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงด้วย นั่นเอง
  5. 1.5 บัตรเครดิต = เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารกระแสเงินสดเพื่อความสะดวก ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพกเงินเยอะๆไปจ่ายเป็นก้อนเดียว แต่สามารถจ่ายทีหลัง หรือทยอยจ่ายได้ (เช่นพวกผ่อน 0%) ทำให้เราไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว เราจึงสามารถนำเงินไปบริหารจัดการเรื่องอื่นๆ ได้ แล้วสามารถทยอยจ่ายได้ในอนาคต ***แต่สำคัญว่า เราต้องมีเงินเพียงพอที่จะซื้อสินค้านั้นแล้วเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเรามีเงินจ่ายคืนชัวร์ๆ ไม่โดนชาร์จดอกเบี้ยสูงๆ (เฉลี่ย 20% ต่อปี) นอกจากนั้น ก็มีไว้เพื่อใช้สิทธิพิเศษ หรือโปรโมชั่นลดราคา หรือสะสมคะแนนในการใช้จ่ายต่างๆอีกด้วย
  6. 1.6 การใช้สินเชื่อเงินกู้ (O/D / P/N) = เป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาใช้บริหารสภาพคล่องในธุรกิจ หรือลงทุนระยะยาว หรือหากเป็นบุคคลธรรมดาก็ใช้เพื่อกู้ซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาสูง เช่น บ้าน รถ ตามความจำเป็น ข้อสำคัญคือ ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ และต้องมีศักยภาพในการผ่อนชำระที่เหมาะสม


2. การปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection) เมื่อเราบริหารรายรับ / รายจ่าย / หนี้สินได้ดี จนมีเงินเหลือ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เราก็ควรจะปกป้องคุ้มครองเงินเหลือที่เราหามาได้ซะก่อน เพราะชีวิตมีความไม่แน่นอน หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น เจ็บไข้ได้ป่วยหนักๆ หรือเป็นโรคร้ายแรง, ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งต้องเสียค่ารักษาแพงๆ, เป็นคนทุพพลภาพ ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้ แต่ยังมีชีวิต ยังมีรายจ่าย หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังขาดคนหารายได้มาเลี้ยงดู รวมไปถึงความสูญเสียในทรัพย์สินต่างๆ เช่น รถ บ้าน ธุรกิจ จากอุบัติเหตุ (รถชน ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ) เราจึงต้องถ่ายโอนความเสี่ยงเหล่านี้ให้คนอื่น โดยการจ่ายเบี้ยประกันเล็กน้อย แลกกับวงเงินความคุ้มครองที่สูง ซึ่งก็คือ "การทำประกัน" นั่นเอง

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

  1. 2.1 ประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองชีวิต (แบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลา) = ไว้สำหรับปกป้องความเสี่ยง ไม่ให้คนข้างหลังเดือดร้อน หากเราจากไปอย่างกะทันหัน
  2. 2.2 ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ (รวมถึงประกันโรคร้ายแรงและทุพพลภาพ) = ไว้สำหรับคุ้มครองค่ารักษาแพงๆ มีเงินชดเชย รองรับกรณีเป็นโรคร้ายแรงหรือทุพพลภาพ
  3. 2.3 ประกันภัย (ประกันทรัพย์สิน) = มีไว้คุ้มครองความเสียหายของทรัพย์สิน ให้เราได้รับเงินชดเชย                             


3. การสะสมเพิ่มพูนความมั่งคั่ง (Wealth Accumulation) เมื่อเรามีเงินเหลือ และเงินเหลือได้รับการปกป้องเป็นอย่างดีแล้ว เราก็นำเงินที่เหลือไปต่อยอด เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้อย่างสบายใจ เพื่อให้เงินที่เรามีเติบโตเป็นก้อนใหญ่ไว้ใช้อย่างเพียงพอในวันที่เราไม่มีรายได้ในอนาคต (ตอนเกษียณ) ซึ่งก็คือ "การลงทุน" นั่นเอง นอกจากนั้น ระหว่างทางที่เราทำงาน มีรายได้ เราก็ต้องเสียภาษี จึงต้องมี "การวางแผนภาษี" เพื่อดึงรายได้ของเรากลับมาอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้เรามีเงินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการบริหารเงินในขั้นตอนนี้ :

  1. 3.1 หุ้นสามัญ / ตราสารทุน (Equity) = ผู้ถือมีฐานะเป็น "เจ้าของ" บริษัท ได้รับผลตอบแทนเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend) ที่ไม่แน่นอน (ขึ้นอยู่กับนโยบายและผลประกอบการของบริษัท)
  2. 3.2 หุ้นกู้ / ตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว / พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond / Debentures) = ผู้ถือมีฐานะเป็น "เจ้าหนี้" ของผู้ที่ออก ได้รับผลตอบแทนเป็นราคาหุ้นที่สูงขึ้น (Capital Gain) หากมีการซื้อขายกันในตลาด และดอกเบี้ย (Interest) ที่จ่ายคงที่ แน่นอน
  3. 3.3 อสังหาริมทรัพย์ (Property) = ลงทุนเพื่อหวังรายได้จาก "ค่าเช่า" และ/หรือ ราคาที่เพิ่มสูงขึ้น
  4. 3.4 ทองคำ (Gold) = หวังผลกำไรจากราคาที่สูงขึ้น หรือถือไว้ เพื่อรักษามูลค่าของเงินลงทุน
  5. 3.5 อนุพันธ์ (Derivatives) เช่น Futures, Options = ใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงในการลงทุน ด้วยการทำสัญญาว่าจะซื้อหรือขายไว้ล่วงหน้า หรือใช้เป็น "คานงัด" (Leverage) เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้สูงขึ้น ด้วยเงินลงทุนที่น้อยกว่าการไปลงทุนในหุ้นนั้นโดยตรง
  6. 3.6 อัตราแลกเปลี่ยน (Forex) = หวังผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไป
  7. 3.7 กองทุนรวม (Mutual Fund) = หวังผลเหมือนกับการไปลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ เองโดยตรง แต่มีความสะดวกกว่า เพราะไม่ต้องคัดเลือกสินทรัพย์เอง ไม่ต้องบริหารจัดการเอง หากเป็น RMF / LTF ก็จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย
  8. 3.8 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สำหรับราชการ = เป็นเครื่องมือในการลงทุนอัตโนมัติจากบริษัทที่ทำงาน คาดหวังผลลัพธ์เช่นเดียวกับการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป และได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีด้วย
  9. 3.9 ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ระยะยาว (แบบสะสมทรัพย์ ระยะยาว 7 ปีขึ้นไป, แบบบำนาญ) = ใช้เพื่อต้องการการันตีเงินส่วนที่จำเป็นในอนาคต ผลตอบแทนต่ำ แต่มีความแน่นอน และได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

    ส่วนจะเลือกลงทุนในอะไร ก็แล้วแต่ความชอบ ความต้องการ ความรู้ ความถนัด หรือลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ ตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนที่วางแผนไว้ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง ให้ได้ผลตอบแทนที่ต้องการในความเสี่ยงที่รับได้ ก็ได้ครับ


4. การส่งต่อความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) หลังจากที่เรามีเงินเหลือ ปกป้องเงินที่หามา และนำเงินส่วนเกินไปลงทุนต่อยอด จนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้แล้ว หากยังมีเงินหรือสินทรัพย์เหลืออยู่ รวมถึงต้องการวางแผนเผื่อไว้หากจากไปกะทันหัน ว่าสินทรัพย์ของเราที่เหลือทิ้งไว้จะจัดการยังไง? ใครจะเป็นผู้ได้รับไป? จะส่งมอบยังไง? หรือต้องการเหลือไว้เท่าไหร่? ก็จะเป็นเรื่องของการ "วางแผนมรดก" ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจจะไม่ได้ใช้สินค้าทางการเงินเป็นหลัก แต่จะใช้ "กระบวนการ" มากกว่า เช่น การจัดทำพินัยกรรม, การวางแผนส่งมอบธุรกิจ, การจัดตั้งกองทรัสต์, การตั้งธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ หากจะใช้สินค้าทางการเงิน ก็เช่น ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ เพื่อสร้างเงินมรดกการันตีให้ลูกหลาน เมื่อเราจากไป ก็ได้ครับ

    จะเห็นได้ว่า สินค้าทางการเงินแต่ละอย่าง ก็เหมาะสมแต่ละเป้าหมาย แต่ละความต้องการ ตามลำดับขั้นของการบริหารจัดการทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสินค้าทางการเงินก็มีพัฒนาการ มีนวัตกรรมที่หลากหลาย มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น จากการนำจุดเด่นของสินค้าทางการเงิน 2 อย่างมารวมกัน อย่าง "ประกันชีวิตควบการลงทุน" (Unit Link) ที่เป็นการรวมเอาประกันชีวิตที่ใช้เพื่อปกป้องความมั่งคั่ง กับการลงทุนในกองทุนรวมที่ใช้เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง เอาไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งปกป้องความ  มั่งคั่ง กับเพิ่มพูนความมั่งคั่งไปพร้อมๆ กันได้

    หรืออย่าง "เงินฝากควบประกันอุบัติเหตุ" ที่เพียงแค่เราเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เราก็สามารถได้รับการคุ้มครองอุบัติเหตุไปพร้อมๆ กัน โดยที่ผู้ฝากไม่ต้องชำระค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติมแต่อย่างใด เช่น "เงินฝากออมทรัพย์คุ้มครองชีวิต" ของ LH Bank ที่มีอยู่ 2 ประเภท

  • คุ้มครองทวีคูณ ที่กำหนดฝากเริ่มต้นขั้นต่ำ 1,000 บาท ก็ได้รับการคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพจากอุบัติทันที 25 เท่าของเงินฝากที่มีอยู่ สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และ
  • คุ้มครองเต็มพิกัด ที่กำหนดฝากเริ่มต้นขั้นต่ำ 100,000 บาท จะได้รับการคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพจากอุบัติเหตุทันที 3 เท่าของเงินฝากที่มีอยู่ สูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท (อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 1.50% และรับดอกเบี้ยรายเดือน)

    ซึ่งทั้ง 2 ประเภท สามารถฝากถอนเงินได้ตามปกติ เช่นเดียวกับเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป แต่ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า (สำหรับแบบคุ้มครองเต็มพิกัด) และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มแต่อย่างใดด้วยครับ ซึ่งก็ถือว่า เป็นสินค้าทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องของการบริหารเงินสดสภาพคล่อง และการปกป้องความมั่งคั่งในกรณีที่เสียชีวิต ไปพร้อมๆกันได้ดีที่เดียวครับ

    เมื่อเข้าใจแล้ว ก็อย่าลืมเลือกใช้สินค้าทางการเงินให้ถูกต้องตามความเหมาะสม ตรงกับความต้องการนะครับ ^^

 

 
รับข่าวสารสุดพิเศษ จากธนาคารก่อนใคร
We aim at being a bank with high quality growth.