Personal > LH Bank Advisory > Weekly Report > Wealth Weekly Report 09-10-2023

Wealth Weekly Report 09-10-2023
 

Test the new checkpoint
  • ภายใต้นโยบายของรัฐบาลเศรษฐา ได้ประกาศเป้าหมายการเติบโต GDP ไทย ที่ระดับ 5% ต่อปี ตลอด 4 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายเมื่อเทียบกับอดีต ดังนั้นรัฐบาลฯ มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเหตุให้ตลาดคาดว่า รัฐบาลต้องมีการขายพันธบัตรจำนวนมาก (Bond Supply) ผลักให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น และเกิดการไหลออกของเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าถึงระดับ 37 บาท/ดอลลาร์ และเพื่อบรรเทาความกังวลในตลาดตราสารหนี้ และดูแลเสถียรภาพค่าเงิน ทำให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO)  มีแผนเน้นออกขายพันธบัตรระยะสั้น ทั้งนี้ LH Bank Advisory ประเมินว่า ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงขึ้นเร็วกว่าพันธบัตรระยะยาว ส่งผลต่อการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ และส่งผลถึงการชะลอตัวของภาคบริโภคในระยะสั้น
  • ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 30% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังรัสเซียและซาอุดีอาระเบียขยายเวลาการปรับลดอุปทานน้ำมันจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งทาง JPMorgan คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีโอกาสขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ US$150/bbl ภายในปี 2026 ทั้งนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเกินคาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง ทาง LH Bank Advisory ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบ Brent มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ US$80-90/bbl ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวราคาน้ำมันอยู่ในบนวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ จากอุปสงค์น้ำมันโลกที่ฟื้นตัวจากสัญญาณตัวเลขทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังแข็งแกร่ง

TOPIC FOCUS

5% Challenging numbers

รัฐบาลนายกเศรษฐาได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ที่ระดับ 5% ต่อปี ตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ท้าทาย เมื่อเทียบกับอดีตในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ที่มีเติบโตของ GDP เฉลี่ยเพียงที่ 3.7% ต่อปี ทั้งนี้รัฐบาลฯ จัดทำงบประมาณปีพ.ศ. 2567 เป็นนโยบายการคลังแบบขาดดุล เป็นเหตุให้ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (PDMO) จัดเตรียมแผนกู้เงินประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อรองรับมาตรการที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลฯ ดังนั้นตลาดจึงคาดการณ์ถึงปริมาณของพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Supply) ที่ออกขายถือเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ช่วงที่เกิดโควิดที่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินเสียอีก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่กดดันตลาดลงทุนไทยให้เผชิญกับแรงขายของเงินทุนต่างประเทศ (Fund Flow) จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนไทยอ่อนค่าถึงระดับ 37 บาท/ดอลลาร์

ทั้งนี้ PDMO มีแผนปรับโครงสร้างจากการพึ่งพาพันธบัตรระยะยาวมาเป็นระยะสั้นมากขึ้น เพื่อบรรเทาความกังวลของนักลงทุนต่อการปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว หากมีปริมาณอุปทานออกมามาก ขณะที่อุปสงค์ของพันธบัตรไทยลดลง อันเนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไทยไม่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และต่างประเทศ ดังนั้นด้วยปัจจัยข้างต้นนี้ LH Bank Advisory ประเมินว่ามีโอกาสที่พันธบัตรไทยจะเข้าสู่ Bear Flattening Yield Curve หรือผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าพันธบัตรระยะยาว จึงส่งผลต่อการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ กดดันตลาดหุ้นไทยและส่งผลถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากภาคการบริโภคที่ลดลง แต่หากเราพิจารณาในภาพกว้าง พบว่า สถานการณ์ดังกล่าวสร้างอานิสงส์แก่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นที่เพิ่มขึ้นสามารถดึงดูดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่ให้ไหลออกจากสินทรัพย์สกุลบาทได้

สำหรับกลยุทธ์ตลาดการลงทุนไทย ทางเราแนะนำ ดังนี้

  • กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ไทย : ทางเรามองเห็นโอกาสเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น และกองทุนเปิดพันธบัตรรัฐบาลไทย 3 เดือน – 1 ปี ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในรอบ 10 ปี พร้อมรับประโยชน์จากการปรับขึ้นของเส้นผลตอบแทนพันธบัตร แบบ Bear Flattener ทั้งเป็นการเตรียมสภาพคล่องเพื่อกลับเข้ามาลงทุนหลังความผันผวนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงลดลง
  • กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย : การเกิด Bear Flattener กดดันตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดลดลง ทั้งนี้ทางเราประเมินกรอบแนวรับของตลาดหุ้นไทย จาก P/E forward 12 เดือน ระดับ SD (-1) อยู่ที่ 1,327-1,380 จุด  ซึ่งในเวลานี้การปรับฐานของตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ Earning Yield Gap ปรับขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) แต่อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ต่ำ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในไทยให้เติบโตต่ำไปอีกด้วย เป็นเหตุให้บรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปียังไม่สดใสมากนัก ขณะที่ในปีหน้าทางเราประเมินว่า รัฐบาลเศรษฐามีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายภาครัฐ (G) ผลักดันให้ GDP เติบโตได้ถึง 5% ตามแผนที่ตั้งไว้ จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทฯ ให้ขยายตัวตามมาอีกด้วย

Is the oil ‘Supercycle’ still on?

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 30% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังรัสเซียและซาอุดีอาระเบียขยายเวลาการปรับลดอุปทานน้ำมันจนถึงสิ้นปีนี้ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกเผชิญภาวะตึงตัว และทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อจะกลับมาสร้างปัญหาอีกครั้ง ซึ่งทาง JPMorgan คาดว่าราคาน้ำมันดิบ Brent จะเคลื่อนไหวในกรอบ US$90-100 ในปี 2024 และ US$100-120 ในปี 2025 และมีโอกาสขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ US$150/bbl ภายในปี 2026 ซึ่งทาง LH Bank Advisory ประเมินแนวโน้มของราคาน้ำมันและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนี้

  • ราคาน้ำมันอยู่ในระยะเริ่มต้น (Early Stage) บนวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ (Supercycle) เนื่องจากในภาพรวมโอกาสในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ลดลง หรือภาวะถดถอยอย่างอ่อน (Mild recession) จากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่ยังแข็งแกร่งและเศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว และความต้องการใช้พลังงานเก่ายังคงเพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงงานใหม่
  • แม้ราคาน้ำมันจะสร้างแรงกดดันด้านต้นทุนมากขึ้น แต่ยังไม่พบสัญญาณการชะงักงันหรือสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) และเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ 3.7%YoY ในเดือนสิงหาคม จาก 3.2%YoY ในเดือนก่อนหน้า จากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวลงสู่ 4.3%YoY ในเดือนสิงหาคม จาก 4.7%YoY ในเดือนก่อนหน้า ดังนั้น เฟดไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยเนื่องจากผลกระทบของราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีตถือว่าไม่มาก (ราคาน้ำมันดิบ WTI แตะระดับ US$129/bbl ในไตรมาส 1 ของปี 2022 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008) อีกทั้ง Core CPI และการคาดการณ์ เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัว
  • อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นส่งผลให้เงินเฟ้อคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลาที่นานขึ้น ส่งผลให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) กลับมาอีกครั้ง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลาที่นานขึ้น (Higher for longer) 
ทั้งนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Rapidan Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานเปิดเผยว่าซาอุดีอาระเบียอาจกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดภาวะน้ำมันตึงตัวจนราคาพุ่งขึ้นมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมันและเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงในระยะสั้น ทาง LH Bank Advisory ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ US$80-90/bbl ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวราคาน้ำมันอยู่ในบนวัฏจักรขาขึ้นรอบใหญ่ จากอุปสงค์น้ำมันโลกที่ฟื้นตัวจากสัญญาณตัวเลขทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังแข็งแกร่ง

Weekly Report 09-10-2023

Announcement on 09 October 2023

Related articles