Personal > LH Bank Advisory > Weekly Report > Wealth Weekly Report 22-05-2023

Wealth Weekly Report 22-05-2023
 

มุมมองการลงทุนประจำสัปดาห์

ผลการเลือกตั้งที่ “พลิกขั้วเปลี่ยนข้าง” อย่าง พรรคก้าวไกล ที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งกำลังพยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งทาง LH Bank Advisory ประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะทันกำหนดเวลาภายใน ส.ค. 2023 ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้ พิจารณานโยบายที่โดดเด่นของรัฐบาลใหม่ คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และลดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ส่งผลให้รายได้ต่อหัวประชากรฟื้นตัว และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ LH Bank Advisory มองความเสี่ยงกดดันตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ มีสาเหตุมาจากความเสี่ยงจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกได้ตามกำหนด เพราะประเด็นเรื่องต้องมีการรับรองด้วย 376 เสียง ซึ่งทาง LH Bank Advisory มองเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น ประเมินกรอบแนวรับตลาดหุ้นไทย 1500 - 1530 จุด ซึ่งมีมูลค่า PE ล่วงหน้า12 เดือน 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สามารถทยอยเข้าสะสมได้

ข้ามมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่อง รับข่าวตัวเลข GDP Q1/2023 ของญี่ปุ่นขยายตัว 1.6% YoY ซึ่งเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส และรับอานิสงส์ของนโยบายการเงินผ่อนคลาย LH Bank Advisory คาดว่าในระยะสั้น ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ สามารถถือ Let profit run แต่ไม่แนะนำเพิ่มการถือครอง

HOT ISSUE TO WATCH THIS WEEK

พลิกขั้วเปลี่ยนข้าง

ประเทศไทยได้ผ่านพ้นการเลือกตั้งใหญ่ ที่สร้างความประหลาดใจแก่บรรดานักวิเคราะห์ถึงผู้ได้รับชัยชนะทางการเมือง อย่าง พรรคก้าวไกล ที่มีแคนดิเดตนายกฯ เป็น คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามนี้ จะทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 313 เสียง* จาก 8 พรรค ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ 

ตามกำหนดการในกรณีจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน ส.ค. 2023 โดยทาง LH Bank Advisory ประเมินว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกได้ทันกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้ พิจารณานโยบายที่โดดเด่นของรัฐบาลใหม่ ไว้ดังนี้

  • นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จาก 450 บาท ต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 345 บาทต่อวัน : ทาง LH Bank Advisory ประเมินว่าส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าปรับสูงขึ้น แต่ไม่ได้ผลักให้เงินเฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1%-3% เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อไทย มีสาเหตุหลักจากราคานำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งปัจจุบันราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามอุปสงค์โลก อีกทั้งผลกระทบที่ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ย่อมกดดันกำไรของบริษัทฯ โดยเฉพาะ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานในการผลิตและบริการเป็นหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น กลุ่มโรงแรม และโรงงานขนาดเล็ก
  • นโยบายการปรับลดค่าไฟ 70 สตางค์ต่อหน่วย : หากพิจารณาจาก Figure 2 พบว่าค่าไฟที่ขายปลีกมีราคาที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสูงถึง 91 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ทั้งนี้ทาง LH Bank Advisory ประเมินว่าการปรับลดค่าไฟดังกล่าว ย่อมกดดันรายได้ของบริษัทฯ ของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมผลของการปรับลดค่าไฟขายปลีกนี้ ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน และภาคเอกชน เพราะลดต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้รายได้มีโอกาสฟื้นตัว

ดังนั้นทาง LH Bank Advisory มองเชิงบวกกับนโยบายทั้งสองนี้ ส่งผลให้รายได้ต่อหัวประชากรฟื้นตัว และกระตุ้นการบริโภค และเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

หากแต่ความเสี่ยงที่กดดันตลาดหุ้นไทยในเวลานี้ มีสาเหตุมาจากความเสี่ยงจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกนายกได้ตามกำหนด เพราะต้องมีเสียงสนับสนุน 376 เสียง จนเสี่ยงเกิดสุญญากาศทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการชะงักการออกนโยบายและแผนงบประมาณ สร้างผลพ่วงต่อไปยังเสถียรภาพความมั่นคงและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน เป็นเหตุให้ในไตรมาสที่ 2 นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เกิดการขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้ทาง  LH Bank Advisory ประเมินว่าสาเหตุความกังวลดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น และแนะนำทยอยเข้าสะสมได้ กรอบแนวรับตลาดหุ้นไทย 1500 - 1530 จุด โดยมีมูลค่า PE ล่วงหน้า 12 เดือน 15 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ไปต่อหรือพอก่อน?

หลังจากตัวเลข GDP Q1/2023 กลับมาขยายตัวอีกครั้ง และลบความกังวลจากการเกิดเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ส่งให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แรงหนุนจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเปิดเมืองและความต้องการที่ถูกอั้นไว้ (Pent up demand) เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาได้ในระยะสั้น

หากมองในระยะสั้น LH Bank Advisory มองว่าแรงกดดันต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ เงินเฟ้อของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เร่งตัวขึ้นระดับ 3.2% ยืนเหนือเงินเฟ้อหมายที่ 2% แต่หากมองกลับไปในอดีตที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นอยู่ในภาวะซบเซามาตลอด 10 ปี และการรักษาเงินเฟ้อให้เติบโตหรืออยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเป็นไปได้ค่อนข้างยากสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจต่อเนื่อง

ด้านราคาหุ้นญี่ปุ่นที่ระยะสั้นยังได้ประโยชน์จากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า 1. การคาดการณ์กำไรที่เติบโตในไตรมาส 2 เนื่องจากผลของค่าเงิน 2. ปัจจัยหนุนในภาคบริการและภาคการท่องเที่ยว 3. ราคาหุ้นปัจจุบันที่ยัง laggard เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่ม ส่งผลให้ LH Bank Advisory ยังคาดการณ์ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะสั้น

LH Bank Advisory คาดว่าความเสี่ยงและความท้าทายที่เป็นเป็นปัจจัยจำกัดขาขึ้นของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า จะเริ่มเห็นในช่วงกลางปีก่อนการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบาย เราคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (เนื่องจาก 1. การคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อเนื่อง 2. มีโอกาสที่เงินเยนจะอ่อนค่าได้ต่อเนื่อง หากสถานการณ์ Debt Ceiling ของทางฝั่งสหรัฐฯคลี่คลาย และ 3. ต้องระมัดระวัง Import Inflation ที่จะเริ่มเป็นปัจจัยใหม่ในการหนุนเงินเฟ้อในช่วงเวลาถัดจากนี้)

ภายใต้เศรษฐกิจที่พื้นฐานยังเปราะบาง บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จำเป็นต้องจับตา เนื่องจากมีความสามารถในการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ต่ำ เนื่องจากไม่สามารถส่งผ่านราคาต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค สะท้อนให้เห็นตัวเลขการล้มละลายของบริษัทในญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3.4 เท่าในเดือนที่ผ่านมา

มุมมองด้านกลยุทธ์ LH Bank Advisory แนะนำ ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ สามารถถือ Let profit run แต่ไม่แนะนำเพิ่มการถือครอง เนื่องจากดัชนีมีความเสี่ยงปรับฐานในระยะข้างหน้า จากการปรับมุมมองของธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงกระแสของการเปิดเมืองที่จะเริ่มอ่อนลงในช่วงเวลาข้างหน้า และความเปราะบางของเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นเริ่มเห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Weekly Report 22-05-2023

Announcement on 22 May 2023

Related articles