หลายท่านมักเผชิญกับปัญหารายได้ เข้ามาเท่าไหร่ก็ใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว แม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่ตัวเลขในบัญชีเงินฝากกลับไม่เพิ่มตาม ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการมีอิสระทางการเงินในระยะยาว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็น บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลและเทคนิคที่จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน โดยจะมา เสนอแนวทางและวิธีเก็บเงินให้อยู่ เพื่อให้ท่านสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และสร้างโอกาสของรากฐานความมั่นคงทางการเงินให้แข็งแกร่ง
ทำไมหาเงินได้เยอะ แต่เก็บเงินไม่อยู่?
ปัญหาการหาเงินได้มากแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมากในยุคปัจจุบัน สาเหตุหลักไม่ได้มาจากการขาดแคลนรายได้ แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายและการขาดการวางแผนทางการเงินอย่างเป็นระบบ หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าปัจจัยที่ทำให้เราล้มเหลวในการรักษาเงินออมให้อยู่ มักมาจากสาเหตุเหล่านี้
- กับดักไลฟ์สไตล์ เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น เรามักจะยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตตามไปด้วย เช่น การเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่บ่อยครั้ง การรับประทานอาหารมื้อหรู หรือการซื้อของแบรนด์เนม ทำให้รายจ่ายเติบโตตามรายรับ ส่งผลให้ไม่มีเงินออมเหลือเลย
- การขาดเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน การออมเงินแบบไม่มีจุดหมายที่แน่นอน มักทำให้ขาดวินัยในระยะยาว เมื่อมีปัจจัยกระตุ้นหรือสิ่งเร้าทางการตลาด จะส่งผลให้เกิดการนำเงินออมออกไปใช้จ่ายโดยง่าย เนื่องจากขาดการกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดในการรักษาเงินออมก้อนดังกล่าวไว้
- การใช้จ่ายตามอารมณ์ การตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่มีโปรโมชันลดราคา ทำให้เงินในกระเป๋ารั่วไหลไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
- การไม่มีระบบจัดการเงินที่ดีและการเก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวกับที่ใช้จ่ายประจำวัน ทำให้เราเผลอใช้เงินเกินงบประมาณโดยไม่รู้ตัว หากไม่มีวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่เป็นระบบ โอกาสที่เงินจะหมดก่อนสิ้นเดือนจึงมีสูงมาก
10 วิธีเก็บเงินให้อยู่ เพื่อสร้างโอกาสของความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
เพื่อแก้ไขปัญหาเงินรั่วไหลและสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคง เราจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการเก็บเงินที่สามารถทำได้จริงและเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน นี่คือ 10 วิธีเก็บเงินให้อยู่ที่จะช่วยให้เราสร้างโอกาสการจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีอิสระทางการเงิน
ตั้งเป้าหมายการออมแบบ SMART
วิธีเก็บเงินให้อยู่วิธีแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าหมาย การมีเป้าหมายลอย ๆ เช่น อยากมีเงินเยอะ ๆ นั้นไม่เพียงพอ เราต้องใช้หลักการตั้งเป้าหมายแบบ SMART เพื่อให้แผนการเงินจับต้องได้จริง
-
S - Specific (ชัดเจน) ระบุวัตถุประสงค์การออมเงินให้ชัดเจน เช่น เพื่อดาวน์บ้าน เพื่อซื้อรถ หรือเพื่อเป็นทุนสำรองฉุกเฉิน
-
M - Measurable (วัดผลได้) กำหนดจำนวนเงินที่ต้องการเป็นตัวเลขให้ชัดเจน เช่น ต้องการเงิน 300,000 บาท
-
A - Achievable (ทำได้จริง) ประเมินจากรายได้และรายจ่ายว่าตัวเลขที่ตั้งไว้สามารถทำได้จริงหรือไม่ ไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป
-
R - Relevant (สอดคล้องกับชีวิต) เป้าหมายนั้นต้องมีความสำคัญและสอดคล้องกับแผนการดำเนินชีวิต และความจำเป็นในอนาคตของเรา
-
T - Time-bound (มีกรอบเวลา) กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน เช่น ต้องเก็บให้ครบภายใน 3 ปี
การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะเป็นเข็มทิศนำทาง และเป็นแรงผลักดันชั้นดีในการเก็บเงินให้ประสบความสำเร็จ
ใช้กฎเหล็กเก็บก่อนใช้ หัก 10-20% ทันทีที่เงินเดือนออก
เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้เก็บเงินอยู่ คือเก็บก่อนจ่าย ทันทีที่รายได้หรือเงินเดือนเข้าให้เราหักเงินจำนวน 10-20% เข้า
บัญชีเงินฝากทันที ห้ามรอให้เหลือจากการใช้จ่ายแล้วค่อยเก็บ เพราะในความเป็นจริง เงินมักจะไม่เคยเหลือถึงสิ้นเดือน การหักเงินออมออกไปก่อนเป็นการบังคับให้เราบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้วยเงินส่วนที่เหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ช่วยส่งเสริมการสร้างวินัยทางการเงินได้ดีและรับประกันว่าเราจะมีเงินสะสมเพิ่มขึ้นในทุก ๆ เดือนอย่างแน่นอน
ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย อย่างสม่ำเสมอ หรือใช้แอปพลิเคชันช่วยในการออม
หากเราไม่รู้ว่าเงินไหลออกไปทางไหน เราจะไม่มีทางอุดรอยรั่วทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายจึงเป็นหนึ่งในวิธีเก็บเงินพื้นฐาน การบันทึกทุกยอดการใช้จ่ายจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมทางการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน เราจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายหมวดหมู่ใดที่สูงเกินความจำเป็น เช่น ค่ากาแฟ ค่าชอปปิงออนไลน์ หรือค่าสมาชิกสตรีมมิ่งต่าง ๆ ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนมากมายที่ออกแบบมาเพื่อช่วยจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ ทำให้การติดตามการเงินเป็นเรื่องง่าย สะดวก และเป็นวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล
หักค่าความฟุ่มเฟือยมาเป็นเงินเก็บ
วิธีเก็บเงินให้อยู่ที่เห็นผลชัด ๆ คือการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยให้กลายเป็นเงินออม เมื่อลองสำรวจพฤติกรรมประจำวันของเราดูว่ามีสิ่งใดที่สามารถลดละเลิกได้บ้าง หรือที่เรียกว่าการจัดการกับ “Latte Factor” เช่น หากเราเคยดื่มกาแฟแบรนด์ดังแก้วละ 150 บาททุกวัน ลองเปลี่ยนมาทำกาแฟดื่มเอง หรือลดความถี่ลงเหลือสัปดาห์ละครั้ง เงิน 150 บาทที่ประหยัดได้ในแต่ละวัน ให้นำไปหยอดกระปุกหรือโอนเข้าบัญชีเงินเก็บทันที เมื่อเวลาผ่านไปหลักเดือนหรือหลักปี เงินก้อนเล็ก ๆ เหล่านี้จะรวมกันกลายเป็นเงินก้อนใหญ่
ใช้ตัวช่วยทางการเงิน สร้างวินัยช่วยเพิ่มโอกาสให้เงินงอกเงย

การเก็บเงินสดไว้เฉย ๆ อาจทำให้มูลค่าลดลงตามอัตราเงินเฟ้อ วิธีเก็บเงินให้อยู่และเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้นคือการนำเงินออมไปจัดสรรในเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เครื่องมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาเงินต้นให้อยู่รอดปลอดภัยจากการหยิบฉวยไปใช้ แต่ยังช่วยสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนอีกด้วย การเลือกตัวช่วยทางการเงินควรพิจารณาจากระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และระยะเวลาของเป้าหมายการออมเป็นหลัก
เปิดบัญชีแยกสำหรับเงินเก็บ และใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ
เพื่อป้องกันไม่ให้เงินออมถูกนำไปปะปนกับเงินสำรองสำหรับใช้จ่ายประจำวัน เราควรเปิดบัญชีธนาคารแยกต่างหากสำหรับเงินเก็บโดยเฉพาะ และวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่จะทำให้บัญชีนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ การเปิดใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติ โดยให้ธนาคารโอนเงินจำนวนที่กำหนดจากบัญชีเงินเดือนไปยังบัญชีเงินออมในวันที่เงินเดือนออกทันที วิธีนี้ช่วยตัดปัญหาการลืมออมเงิน
เปิดบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง
การเปิด
บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงเป็นทางเลือกการออมเงินที่ทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้เงินงอกเงยและได้รับผลตอบแทนที่มั่นคง เพียงนำเงินก้อนมาพักไว้ในบัญชีประเภทนี้ คุณก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างวินัยทางการเงินแล้ว ยังเป็นการให้เงินทำงานเพื่อช่วยให้เป้าหมายการออมของคุณสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่น
ลงทุนอย่างสม่ำเสมอแบบ DCA ในกองทุนรวม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำหรับการวางแผนการเงินระยะยาวและการเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุ หนึ่งในแนวทางการลงทุนที่ได้รับความนิยมคือ
การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging: DCA) ผ่านกองทุนรวม โดยเป็นการนำเงินจำนวนเท่ากันมาลงทุนอย่างสม่ำเสมอในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะตลาดขาขึ้นหรือขาลง วิธีการนี้ช่วยลดความกังวลจากความผันผวนของตลาด และส่งเสริมวินัยการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว นอกจากนี้ สำหรับมนุษย์เงินเดือน การเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท ถือเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อเกษียณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากพนักงานจะเก็บเงินผ่านการหักเงินสะสมจากเงินเดือนเป็นประจำแล้ว นายจ้างยังสมทบเงินเพิ่มให้อีกส่วนหนึ่ง เปรียบเสมือนได้รับเงินเพิ่มเติมโดยไม่ต้องจ่ายเองทั้งหมด อีกทั้งเงินสะสมที่พนักงานนำส่งเข้ากองทุนยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการเงินระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น
(คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน)
ฝากเงินในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)
การฝากเงินในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีแผนจะไปศึกษาต่อต่างประเทศ มีแผนท่องเที่ยว หรือทำธุรกิจที่ต้องใช้สกุลเงินต่างประเทศเป็นหลัก การทยอยแลกเงินและฝากสะสมไว้ในจังหวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่า จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต นอกจากนี้บางธนาคารยังให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศที่ค่อนข้างสูง เป็นวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนด้วย
(คำเตือน: บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผลกำไรหรือขาดทุนเมื่อแปลงมูลค่ากลับเป็นเงินบาท ผู้ฝากเงินควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดบัญชี)
ซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เป็นเครื่องมือทางการเงินแบบทูอินวัน ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความคุ้มครองชีวิตและเป็นวิธีการออมเงินในรูปแบบประกันชีวิตให้อยู่ในเวลาเดียวกัน การทำประกันสะสมทรัพย์ในรูปแบบนี้จะช่วยสร้างวินัยในการชำระเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอตามงวดที่กำหนด เมื่อครบกำหนดสัญญาตามปีที่ระบุ เราจะได้รับเงินคืนตามเงื่อนไขกรมธรรม์พร้อมผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาบุตร หรือเป็นเงินทุนในวัยเกษียณได้ ยิ่งไปกว่านั้น เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ยังสามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้สูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีเก็บเงินที่คุ้มค่าและให้ความอุ่นใจต่อผู้ทำประกันและครอบครัว
เบี้ยประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามหลักเกณฑ์และวงเงินที่กฎหมายกำหนด นอกจากจะช่วยสร้างวินัยในการออมเงินในรูปแบบประกัยชีวิตแล้ว ยังมอบความคุ้มครองชีวิต ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินและสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้เอาประกันและครอบครัวในระยะยาว
(คำเตือน: ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง)
สรุปบทความ
อิสระทางการเงินและความมั่นคงในอนาคตเกิดจากการมีวินัยทางการเงินที่ดี และการเลือกประยุกต์ใช้วิธีเก็บเงินให้อยู่ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง การเริ่มต้นตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน หักเงินออมก่อนนำไปใช้จ่าย จดบันทึกรายรับรายจ่าย และนำเงินไปจัดสรรในเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็น บัญชีเงินฝากประจำ กองทุนรวม หรือประกันสะสมทรัพย์ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะประกอบเป็นความมั่งคั่งในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นลงมือทำตั้งแต่วันนี้ และรักษาความสม่ำเสมอเอาไว้ เพื่อให้วิธีเก็บเงินให้อยู่ที่เราเลือกใช้ ประสบความสำเร็จทางการเงินและบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้
คำถามที่พบบ่อย
หลักการแบ่งเงิน 50/30/20 หมายถึงอะไร?
หลักการ 50/30/20 เป็นแนวทางและวิธีเก็บเงิน โดยมีหลักการแบ่งสัดส่วนรายได้ที่ได้รับออกเป็น 3 ก้อน
-
50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารหลัก ค่าเดินทาง
-
30% สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวและไลฟ์สไตล์ เช่น ทานอาหารนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้า ท่องเที่ยว งานอดิเรก
-
20% สำหรับเงินที่แบ่งไว้สำหรับเก็บ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง เช่น เงินฝาก กองทุน ประกันสะสมทรัพย์ หรือชำระหนี้สิน
เป็นคนใช้เงินเก่งและเก็บเงินไม่อยู่เลย ควรเริ่มต้นด้วยวิธีไหนดีที่สุด?
สำหรับคนที่ขาดวินัยทางการเงิน วิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ดีคือการตัดโอกาสในการใช้เงินของตัวเองตั้งแต่ต้น แนะนำให้เริ่มต้นด้วย การสมัครใช้บริการระบบหักบัญชีอัตโนมัติ ควบคู่กับการเปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี โดยทันทีที่เงินเดือนเข้า ระบบจะทำการโอนเงินออมส่วนนั้นออกไปจัดเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษีทันทีอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ช่วยตัดโอกาสในการเผลอใช้เงินเกินงบ และสร้างวินัยการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องกังวล
อยากมีเงินเก็บ 100,000 บาทแรก ภายใน 1 ปี ต้องเก็บเดือนละเท่าไหร่?
หากเราตั้งเป้าหมายทางการเงินแบบ SMART เช่น ต้องการมีเงินเก็บ 100,000 บาทภายใน 1 ปี (12 เดือน) วิธีคำนวณคือให้นำยอดเป้าหมายหารด้วยจำนวนเดือน จะได้ผลลัพธ์ 100,000 หาร 12 เท่ากับประมาณ 8,334 บาทต่อเดือน การเห็นตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยให้เราวางแผนเก็บเงินได้ง่ายขึ้น แต่หากเราพบว่าการเก็บเดือนละ 8,334 บาทนั้นตึงเกินไป เราอาจจะต้องหาวิธีลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง หรือมองหาช่องทางเพิ่มรายได้เสริม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยไม่กระทบกับชีวิตประจำวันจนเกินไป
หมายเหตุ: การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และเครื่องมือทางการเงิน ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ ภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยส่วนบุคคล โดยข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น และไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการวางแผนการเงินเฉพาะบุคคล