เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น การจดทะเบียนบริษัท คือ สิ่งที่ผู้นำธุรกิจทุกคนต้องพิจารณา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกิจการในการทำธุรกิจระยะยาว แถมยังส่งผลดีต่อการวางแผนภาษีอีกด้วย ซึ่งการจดทะเบียนในปัจจุบันได้รับการพัฒนาระบบจากทางภาครัฐให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก ไปดูกันว่าการจดทะเบียนบริษัทมีกี่รูปแบบ และมีวิธีการขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพราะการจดทะเบียนบริษัท ครอบคลุมการจดทะเบียนทั้ง นิติบุคคลและทะเบียนพาณิชย์
การจดทะเบียนบริษัทมีกี่ประเภท?
ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจดทะเบียนบริษัท เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจรูปแบบและประเภทของการจดทะเบียนก่อน เพื่อให้สามารถเลือกประเภทการจดทะเบียนที่เหมาะสมกับขนาด โครงสร้าง และรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยทั่วไปแล้วถูกแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้
ทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา
การจดทะเบียนพาณิชย์สำหรับบุคคลธรรมดา เป็นการจดทะเบียนที่เหมาะกับกิจการขนาดเล็ก มีเจ้าของเพียงคนเดียว ซึ่งไม่ต้องทำบัญชียื่นส่งงบการเงิน แต่ต้องรับผิดชอบหนี้สินแบบไม่จำกัด แต่ถึงจะไม่ต้องจ้างผู้สอบบัญชี เพื่อยื่นส่งงบการเงินเหมือนนิติบุคคล แต่ยังต้องทำรายงานรับ-จ่ายเพื่อเสียภาษี
ทะเบียนนิติบุคคล
การจดทะเบียนนิติบุคคล คือ การจดที่แยกทรัพย์สินของกิจการออกจากทรัพย์ส่วนตัว ต้องมีผู้ร่วมก่อตั้ง การดำเนินการทุกอย่างจะกระทำในนามนิติบุคคล ช่วยจำกัดความรับผิดชอบ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยประหยัดภาษีระยะยาว
ห้างหุ้นส่วนจำกัด
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นการแบ่งหุ้นส่วนเป็นแบบจำกัดและไม่จำกัดความรับผิดชอบ การจดทะเบียนรูปแบบนี้ต้องมีผู้ก่อตั้งสองคนขึ้นไป หากต้องการจดทะเบียนให้มีระบบจัดการระหว่างหุ้นส่วนที่ลงเงินและหุ้นส่วนที่ลงแรง รูปแบบการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดจะตอบโจทย์มาก
บริษัทจำกัด
การจดทะเบียนบริษัทจำกัดเป็นรูปแบบการจัดตั้งธุรกิจที่นิยม การจดทะเบียนประเภทนี้จำกัดความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ปัจจุบันการใช้ผู้ก่อตั้งเพียงสองคนก็สามารถดำเนินการจดทะเบียนได้อย่างสมบูรณ์และเป็นมาตรฐานสากล
เช็กลิสต์! เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนบริษัท

-
ใบแจ้งผลจองชื่อนิติบุคคล ที่ยังไม่หมดอายุ
-
แบบคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ. 1)
-
แบบคำรับรองการจดทะเบียน
-
หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ. 2)
-
รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ. 3)
-
แบบวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.) ระบุขอบเขตและประเภทการทำธุรกิจอย่างชัดเจน
-
รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.) ระบุผู้มีอำนาจลงนามผูกพันกิจการ
-
บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ. 5) สรุปสัดส่วนการถือหุ้นของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
-
สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท เอกสารบันทึกมติที่ประชุมที่มีความเห็นชอบให้ดำเนินการ
-
สำเนาข้อบังคับของบริษัท พร้อมชำระอากรแสตมป์
-
สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้น ยืนยันการชำระเงินอย่างน้อย 25%
-
แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานระบุสถานที่ตั้ง
-
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการและผู้ถือหุ้นทุกคน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
9 ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทแบบรวบรัด ทำตามได้จริง
ขั้นตอนสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน หากเราทำความเข้าใจและปฏิบัติตาม 9 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
ตกลงและเตรียมข้อมูลเบื้องต้นกับหุ้นส่วน
ขั้นตอนแรกของการจดทะเบียนบริษัท คือ การพูดคุยกับหุ้นส่วนเพื่อตกลงรายละเอียด เพื่อกำหนดสัดส่วนการถือหุ้น อำนาจของกรรมการ และที่ตั้งสำนักงานให้ชัดเจน การเตรียมข้อมูลให้พร้อมจะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้กระบวนการจดทะเบียนในขั้นตอนต่อไปรวดเร็วขึ้น
จองชื่อบริษัท
การจองชื่อเป็นขั้นตอนสำคัญในการจดทะเบียน ชื่อที่ใช้จดทะเบียนต้องไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับนิติบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว เราสามารถจองชื่อผ่านระบบออนไลน์ได้ เมื่อได้รับอนุมัติจะต้องนำชื่อนั้นไปใช้จดทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด
จัดทำและยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
เมื่อได้ชื่อแล้ว การจดทะเบียนบริษัทขั้นต่อไป คือ การทำหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อแสดงเจตจำนงในการจัดตั้งและจดทะเบียน ข้อมูลนี้จะระบุโครงสร้าง ทุนจดทะเบียน และวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนอย่างครบถ้วน การยื่นหนังสือบริคณห์สนธิเป็นรากฐานทางกฎหมายที่สำคัญ
เปิดให้จองซื้อหุ้นและนัดประชุมผู้ถือหุ้น
หลังจากยื่นหนังสือบริคณห์สนธิ จะต้องมีการเปิดให้จองซื้อหุ้นจนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ เมื่อมีผู้จองซื้อหุ้นครบถ้วน ขั้นตอนต่อไปคือการส่งจดหมายนัดหมายเพื่อเตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นสำหรับการอนุมัติ
จัดประชุมตั้งบริษัท
การประชุมตั้งบริษัทคือเงื่อนไขบังคับในการจดทะเบียนบริษัท เพื่อให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติข้อบังคับและรับรองค่าใช้จ่าย มติในที่ประชุมจะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้ถูกต้องตามระเบียบการ
แต่งตั้งคณะกรรมการและผู้สอบบัญชี
ในการจดทะเบียนบริษัท ที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะต้องลงมติเลือกคณะกรรมการเพื่อบริหารงานหลังจากการจดทะเบียนเสร็จสิ้น พร้อมแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การกำหนดอำนาจกรรมการที่ชัดเจนในขั้นตอนการจดทะเบียนจะส่งผลต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการธุรกิจหลังจากการจดทะเบียน
เรียกชำระค่าหุ้น
ก่อนที่จะยื่นคำขอ กรรมการจะต้องเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นทุกคน ซึ่งกฎหมายการจดทะเบียนกำหนดให้ต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด เงินส่วนนี้จะใช้เป็นหลักฐานทางการเงินประกอบการจดทะเบียนเพื่อแสดงความพร้อมของกิจการ
ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
เมื่อรวบรวมเอกสารและหลักฐานการชำระค่าหุ้นเรียบร้อย ให้กรรมการนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ขั้นตอนนี้ต้องดำเนินการภายในระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันประชุมจัดตั้งบริษัท เพื่อให้กระบวนการจดทะเบียนมีความสมบูรณ์
รับใบสำคัญและหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
ขั้นตอนสุดท้าย คือ การชำระค่าธรรมเนียม เมื่อนายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและรับจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อย เราจะได้รับใบสำคัญและหนังสือรับรอง ถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนอย่างเป็นทางการและธุรกิจจะมีสภาพเป็นนิติบุคคลเต็มรูปแบบ
ช่องทางในการจดทะเบียนบริษัทในปัจจุบัน
การจดทะเบียนในยุคปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจมากยิ่งขึ้น เราสามารถเลือกช่องทางการจดทะเบียนได้ตามความสะดวกของเวลาและงบประมาณที่มี ซึ่งช่องทางการยื่นขอหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบดังนี้
จดด้วยตัวเองผ่านระบบออนไลน์
การจดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว เราสามารถทำได้จากทุกที่ แถมยังเป็นวิธีที่ประหยัดเวลาเดินทาง แต่ต้องใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนทุกคน
จดด้วยตนเองแบบ Walk-in ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
การจดทะเบียนด้วยการเดินทางไปยื่นเอกสารที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นช่องทางที่ยังได้รับความนิยม เหมาะกับคนที่มีเอกสารพร้อมและต้องการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ หากเอกสารครบถ้วนอาจได้รับการจดทะเบียนแล้วเสร็จภายในวันเดียว
ใช้บริการสำนักงานบัญชีหรือตัวแทนรับจดทะเบียน
การมอบหมายให้ตัวแทนดำเนินการจดทะเบียนเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา การใช้บริการผ่านผู้เชี่ยวชาญช่วยลดความกังวลเรื่องเอกสารที่ผิดพลาด แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่ก็แลกมาด้วยความสะดวกสบายและความถูกต้องในการจดทะเบียน
ต่อยอดธุรกิจให้เติบโตด้วยสินเชื่อ SME หลังจดทะเบียนบริษัท
หลังจากที่ผู้ประกอบการดำเนินการจดทะเบียนบริษัทและเปลี่ยนสถานะเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของกิจการในมุมมองของสถาบันการเงิน โดยสามารถใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทและรายงานทางการเงินที่เป็นระบบ เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น สินเชื่อ SME ได้ดียิ่งขึ้น
การยื่นขอสินเชื่อ SME ในนามนิติบุคคลช่วยให้กิจการได้รับโอกาสในการพิจารณาวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเงินทุนดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นกระแสเงินสดหมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงาน จัดซื้อวัตถุดิบ หรือลงทุนขยายกิจการในระยะยาว ทั้งนี้ เงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*อัตราดอกเบี้ย เงื่อนไข และหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
สรุปบทความ
การจดทะเบียนบริษัทคือการวางรากฐานที่สำคัญและมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว แม้ว่ากระบวนการอาจจะดูมีรายละเอียดและเอกสารที่ต้องจัดการมากมายในตอนเริ่มต้น แต่เมื่อเราได้ศึกษาและทำความเข้าใจภาพรวมก่อน จะพบว่าการจดทะเบียนไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะลงมือทำ การรู้ประเภทของการจดทะเบียน การเตรียมเอกสารให้พร้อม การเลือกช่องทางที่ตอบโจทย์ และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน จะช่วยให้เราสามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้อย่างราบรื่น